Seqrite vs CrowdStrike Falcon — มุมเทียบสำหรับการตัดสินใจ
หน้านี้เขียนสำหรับคนที่ต้องอธิบายเหตุผลการเลือกให้ฝ่ายจัดซื้อหรือคณะกรรมการฟัง ไม่ใช่ตารางเทียบฟีเจอร์ยาว ๆ เพราะในดีลจริง การตัดสินใจแทบไม่เคยจบที่จำนวนฟีเจอร์ แต่จบที่สี่เรื่อง คือราคาตลอดสัญญา ข้อกำหนดเรื่องที่เก็บข้อมูล ภาระบนเครื่องปลายทาง และใครรับสายตอนเกิดเหตุ
ทั้งสองผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริงทั้งคู่ ความต่างอยู่ที่รูปแบบการวางระบบและโครงสร้างต้นทุน ไม่ใช่เรื่องดีกว่าหรือแย่กว่า และคำตอบที่ถูกขึ้นกับข้อจำกัดขององค์กรคุณ ไม่ใช่ขึ้นกับผู้ขาย
สี่จุดที่ตัดสินจริงในดีลไทย
| เกณฑ์ | Seqrite | CrowdStrike Falcon |
|---|---|---|
| รูปแบบการวางระบบ | เลือกได้ทั้ง cloud console และ on-premise | เป็นแพลตฟอร์มแบบ cloud-native เป็นหลัก หากองค์กรมีข้อกำหนดเรื่อง on-prem ให้ขอคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร |
| ที่เก็บข้อมูล | วาง on-premise ได้ จึงกำหนดเองได้ว่าข้อมูลอยู่ที่ใด | ขอเอกสารระบุภูมิภาคของศูนย์ข้อมูลที่ให้บริการ และเงื่อนไขหากต้องย้ายภูมิภาค |
| เก็บ telemetry ย้อนหลัง | ค่าเริ่มต้น 30 วัน ขยายได้ถึง 365 วัน | ขอจำนวนวันที่รวมอยู่ในราคาที่เสนอ และส่วนต่างเมื่อต้องขยาย |
| โครงสร้างการคิดราคา | subscription ต่อ endpoint ต่อระยะสัญญา แบ่งช่วงจำนวนแบบ volume tier | คิดแบบแยกโมดูล ราคาสุดท้ายขึ้นกับว่าต้องเปิดโมดูลใดบ้าง ขอใบเสนอราคาที่ระบุโมดูลครบ |
| การตอบสนองอัตโนมัติ | Isolate เครื่อง, Kill Process และ Block IOC | ขอรายการการกระทำอัตโนมัติที่รวมอยู่ในระดับ license ที่เสนอมา |
| ทีมที่รับเรื่องในไทย | ทีมขายและวิศวกรไทย ติดต่อได้โดยตรง | ถามให้ชัดว่าซัพพอร์ตระดับที่เสนอใช้ภาษาไทยหรือไม่ และอิงเวลาทำการของประเทศใด |
ราคา — สิ่งที่ต้องเทียบคือตลอดสัญญา ไม่ใช่ปีแรก
ทั้งสองรายคิดเป็น subscription ต่อเครื่องต่อระยะสัญญาเหมือนกัน แต่ตัวเลขสุดท้ายมักไม่ได้ต่างกันที่ราคาป้าย มันต่างกันที่ห้าเรื่องนี้ ซึ่งใบเสนอราคาแบบก้อนเดียวจะมองไม่เห็น
- จำนวนโมดูลที่ต้องเปิดจริง เพื่อให้ได้ความสามารถตามโจทย์ ไม่ใช่ตามชื่อแพ็กเกจ
- จำนวนวันที่เก็บ telemetry ย้อนหลัง และส่วนต่างเมื่อต้องเก็บนานขึ้นตามนโยบายภายในหรือตามที่ผู้ตรวจสอบขอ
- ค่าติดตั้ง ตั้งค่านโยบาย และการเชื่อมกับ SIEM เดิม ซึ่งบางรายคิดแยกจากค่า license
- เงื่อนไขเมื่อจำนวนเครื่องเพิ่มกลางสัญญา คิดตามสัดส่วนที่เหลือ หรือคิดเต็มปี
- ราคาต่ออายุปีที่สองและสาม ซึ่งมักไม่เท่าปีแรก
Data residency — เรื่องที่ตัดตัวเลือกออกได้ตั้งแต่ยังไม่ดูราคา
องค์กรที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล หรือมีนโยบายภายในว่าข้อมูลต้องอยู่ในประเทศ มักตัดสินเรื่องนี้ก่อนเข้ารอบราคา Seqrite รองรับการวาง console แบบ on-premise จึงกำหนดได้เองว่าข้อมูลอยู่ที่ใด ส่วนแพลตฟอร์มที่ให้บริการแบบ cloud อย่างเดียว ให้ขอเอกสารระบุภูมิภาคของศูนย์ข้อมูลและเงื่อนไขการเปลี่ยนภูมิภาค แล้วส่งให้ฝ่ายกฎหมายอ่านก่อน ไม่ใช่หลังเลือกผู้ชนะ
ภาระบนเครื่องปลายทาง — วัดเอง อย่าอ่านจากโบรชัวร์
ประเด็นนี้สำคัญกับองค์กรที่ยังมีเครื่องอายุมาก หรือมีเครื่องในสายการผลิตที่หยุดไม่ได้ และเป็นจุดที่เอกสารการตลาดของทุกฝ่ายเชื่อถือไม่ได้เท่าการวัดจริง ในช่วง POC ให้ติดตั้งบนเครื่องรุ่นเก่าที่สุดที่ยังใช้งานอยู่จริง แล้ววัด CPU หน่วยความจำ และเวลาบูต เทียบกับก่อนติดตั้ง ทำแบบเดียวกันกับทุกรายที่เทียบ
ใครรับสายตอนเกิดเหตุ
ตอนเกิดเหตุจริง ความต่างที่รู้สึกได้ที่สุดคือคนที่รับเรื่องอยู่โซนเวลาไหนและใช้ภาษาอะไร เราเป็นทีมไทยที่รับเรื่องเองโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง สำหรับรายอื่นให้ถามให้ชัดว่าซัพพอร์ตระดับที่เสนอมาใช้ภาษาไทยหรือไม่ อิงเวลาทำการของประเทศใด และการยกระดับเรื่องไปถึงทีมผลิตภัณฑ์ต้องผ่านกี่ชั้น
คำถามที่ควรถามทุกรายตอน POC
- ราคาที่เสนอครอบคลุมโมดูลใดบ้าง และความสามารถใดที่ต้องซื้อเพิ่ม
- telemetry เก็บย้อนหลังกี่วันในราคานี้ และถ้าต้องเก็บ 365 วัน ราคาเปลี่ยนเท่าไร
- ข้อมูลถูกเก็บที่ภูมิภาคใด และมีทางเลือกเก็บในประเทศหรือไม่
- การกระทำอัตโนมัติที่ทำได้ในระดับ license ที่เสนอ มีรายการอะไรบ้าง
- เชื่อกับ SIEM ที่เราใช้อยู่ได้แบบใด native หรือผ่าน syslog และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่
- เมื่อเปิดเรื่องซัพพอร์ต ใครรับเรื่องเป็นคนแรก ภาษาอะไร เวลาใด
- ราคาต่ออายุปีที่สองและสามเป็นเท่าไร ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรได้หรือไม่
อยากปรับใช้กับองค์กรของคุณ?
ทีมขายของเราช่วยประเมินและจัด Demo/POC ให้เหมาะกับคุณ